aimhubba

ตลอดบทสนทนาราว ๆ 50 นาทีกับ เอม อมฤต เจริญพันธ์ Co-founder และ Co-CEO ของ HUBBA Thailand coworking space แห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่ในซอยเอกมัย 4 มีคำสองคำที่เอมใช้บ่อยมาก คือ “passion” แล้วก็ “จิตวิญญาณ” ฟังดูเหมือนเป็นคำที่ศิลปินรุ่นอาวุโสมักใช้อธิบายการทำงานของตน แต่สองคำนี้คือสิ่งที่เอมใช้บรรยายตัวตนของตนเองและผู้ร่วมก่อตั้ง HUBBA รวมไปถึงตัวสถานที่และคนที่มาใช้พื้นที่ ซึ่งต่างฝ่ายต่างช่วยกันสร้างให้สิ่งปลูกสร้างกลายมาเป็น community และมีแรงพลังในการสร้างสรรค์อย่างแท้จริง

ผมเองได้ยินชื่อ HUBBA (hub = ศูนย์รวม และ ba = บ้า) มาสักพักแล้ว ซึ่งถ้าจำไม่ผิดก็น่าจะเห็นจากโฆษณาบน Facebook จากความที่ชอบสอดรู้สอดเห็นว่าคนเขาคิดอะไรกัน ทำอะไรกันอยู่ แล้วในโอกาสที่ coworking space แห่งนี้ฉลองการดำเนินงานครบหนึ่งปีไปเมื่อไม่นาน ผมเลยขอเข้าไปพูดคุยกับทีมงานเพื่อทำความรู้จักกับ HUBBA ให้ดีขึ้น และดูซิว่ามีผู้ประกอบการใครกันบ้างที่เข้ามาใช้พื้นที่แห่งนี้ในการทำธุรกิจของตน

เอมเล่าให้ฟังเกี่ยวกับสมาชิกของ HUBBA Thailand ให้ฟังว่า “ครึ่งหนึ่งเป็น tech start-up ครึ่งนึงเป็นครีเอทีฟกับฟรีแลนซ์ พวก start-up ก็ทำเว็บ ทำเกม อาจจะเป็นโปรแกรมเมอร์ เป็นเซลอยู่ใน start-up ส่วนครีเอทีฟ-ฟรีแลนซ์ก็มีกราฟฟิก translator journalist ขายของออนไลน์ affiliate marketing บางคนก็เป็นครูสอนการแสดง anything ที่มีคอมเครื่องเดียวกับตัวเขาให้ทำงานได้ก็คือ target ของเรา”

จริง ๆ คำว่า coworking space อาจจะเป็นสิ่งที่คนไทยยังไม่คุ้นชินเท่าไหร่ แต่สถานที่ประเภทนี้มีมานานหลายสิบปีในอเมริกาและยุโรป coworking space คือสถานที่ที่เปิดให้คนเข้ามาใช้พื้นที่เพื่อการทำงาน โดยสถานที่ได้เตรียมความพร้อมด้าน infrastructure ไว้ให้ ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะ เก้าอี้ ปลั๊กไฟ เครื่องถ่ายเอกสาร แฟ็กซ์ โทรศัพท์ สัญญาณอินเทอร์เน็ต ห้องประชุม มุมกาแฟ สมาชิกอาจจะมาเดี่ยวหรือมาเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ก็ได้ในกรณีที่เป็นบริษัทเล็ก ๆ มีพนักงานสัก 3-4 คน

ส่วนถ้าใครสงสัยว่า coworking space มันต่างกับ shared office อย่างไร คำตอบอยู่ที่ความเป็น community ของสถานที่แบบแรก “คือถ้าเอาคำว่า community ออก กลายเป็นการแชร์ space มันก็แชร์กันใช้ แต่คุณไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันระหว่างสมาชิก สมาชิกกับผู้ที่ run space พอมันไม่มีตรงนี้ มันก็เหมือนขาดจิตวิญญาณ coworking space มัน sexy มันสนุก มันน่าหลงใหลเพราะรู้สึกว่ามันมี soul มันมี energy อะไรบางอย่างที่ทำให้ไปแล้วมันติดใจ ละมุนละม่อม คนนู้นคนนี้เป็นเพื่อนเราหมด คุยกับคนนี้ก็ได้ ปรึกษาคนนู้นก็ได้ เป็นเพื่อนไปดูหนัง เล่นเกม เตะบอล แต่ทุกคนไม่ได้มาจากหน่วยงานเดียวกัน”

Advertisements
Courtesy of Okui (Instagram: @okuithebarger)
Courtesy of Okui (Instagram: @okuithebarger)

เรื่องมีอยู่ว่าเผอิญ follow กวิน หนึ่งในศิลปินวง 321 ใน Instagram เลยได้มารู้จักกับร้านตัดผมแนววินเทจสุดเท่ห์ที่ใช้ชื่อว่า Three Brothers Barber Shop เพราะเมื่อสักสองเดือนก่อน กวินโพสต์รูปตัวเองขณะกำลังรับบริการอยู่ที่ร้าน มีบาร์เบอร์หัวโล้นไว้หนวดหน้าตาแนว ๆ ตามแขนมีรอยสัก กำลังหวีจัดแต่งทรงผมอยู่ แถมภายในร้านก็มีกลุ่มเด็กมัธยมอยู่ด้วย เลยทำให้สงสัยว่า เอ๊ย เด็กมัธยมมันตัดผมทรงวินเทจกันด้วยเหรอ

ต้องขอบคุณกวินที่อุตส่าห์ tag ทั้ง Instagram ของบาร์เบอร์คนนี้และระบุชื่อร้านไว้ด้วย เลยทำให้สามารถตามไปดูรูปใน Instagram และ Facebook ได้ และได้มาลองตัดผมที่ร้านในที่สุด

ร้าน Three Brothers Barber Shop เป็นร้านตัดผมสุภาพบุรุษเล็ก ๆ ตั้งอยู่ที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสวนจตุจักร ภายในร้านมีเก้าอี้ตัดผมสีน้ำตาลแดงอยู่เพียงสามตัวเท่านั้นสำหรับช่างตัดผมสามคนที่ไม่ได้เป็นพี่น้องทางสายเลือด แต่เป็นพี่น้องร่วมฝัน ประกอบไปด้วย “กุ้ย” อุดมเกียรติ ธงวัฒนะ (ซึ่งคือช่างผมที่ผมแวะมาตัดผมและคุยด้วยในบ่ายวันหนึ่งของเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา) “คิว” สุมาณชัย มานะชนม์ และ “แบงค์” อภิสิทธิ์ เชาวฉัตร ทั้งสามคนมารวมตัวกันและเริ่มเปิดร้านนี้เมื่อสักราว ๆ 4-5 เดือนก่อน และต้องบอกว่าเท่าที่เห็นจากรูปใน Facebook และ Instagram นับว่าร้านนี้มีแฟนคลับอยู่ไม่น้อย แถมออกสื่อบ่อยเสียด้วย

กุ้ยเล่าให้ฟังว่าตนเองเริ่มตัดผมตั้งแต่เป็นวัยรุ่น โดยมีการสถานการณ์บังคับให้ต้องมาฝึกทักษะด้านนี้

“คือตอน ม. 3 เกเร แล้วแม่ก็ส่งไปเรียนที่อินเดีย พอไปเรียนที่อินเดียเนี้ย คนที่นู่นเขาจะไม่ค่อยตัดผม มันก็เลยหาร้านตัดผมยาก คนเอเชียหรือคนไทยก็เลยตัดผมกันเอง แล้วมีเพื่อนคนนึงมาจากไทย แล้วเหมือนประชดชีวิต เอ๊ย ตัดผมให้หน่อย ตัดโมฮ็อกให้หน่อย ก็ตัด ตอนนั้นก็มีแค่กรรไกร หวี แล้วก็หวีซอย หลังจากนั้นก็มีเพื่อนคนเอเชียคอยมาให้ตัดเรื่อย ๆ”

chulayarnnon_cropped
Photo by Aukrit Pornsumpunsuk

คนที่ชอบหนังสั้น หนังทดลอง คงจะรู้จักชื่อ จะเข้ จุฬญาณนนท์ ศิริผล กันเป็นอย่างดี เพราะนอกจากผลงานหลายๆ ชิ้นจะได้รับรางวัลจากเวทีต่างๆ เช่น จากเทศกาลภาพยนตร์หนังสั้นที่จัดโดยมูลนิธิหนังไทย และ Young Thai Artist Award ที่จัดโดยมูลนิธิปูนซิเมนต์ไทยแล้ว ผลงานของเข้ยังได้เข้าร่วมฉายในเทศกาลหนังสั้นในอีกหลายประเทศ และช่วงหลังๆ ผลงานยังถูกแสดงในนิทรรศการศิลปะอีกหลายครั้งทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ผมเองรู้จักกับเข้จากการที่ได้ทำงานประชาสัมพันธ์ให้กับหอศิลปวิทยนิทรรศน์ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันหนึ่งเข้แวะมาที่หอศิลป์แล้วถามหาพี่ผู้หญิงที่เคยทำงานอยู่ จำไม่ได้ว่าคุยไงกัน แต่ถามเข้ไปว่าสนใจจะมาทำแทนไหมล่ะ เข้ก็ใจง่ายบอกว่าสน ก็เลยได้เป็นเพื่อนร่วมงานกันมาแต่นั้น จนมารู้ประวัติทีหลังว่า อ๋อ น้องคนนี้นี่เองที่เป็นเจ้าของผลงานหนังสั้นที่เราเห็นในนิทรรศการ ลัก-กะ-ปิด-ลัก-กะ-เปิด ไปถ่ายคุณลุงใครสักคนที่หัวลำโพงทำอะไรสักอย่างอยู่นานสองนาน ไม่เกิดอะไรขึ้นในหนังซะที

ตอนนี้เข้ออกจากหอศิลป์ไปสักพักใหญ่ๆ แล้ว แต่ก็ยังพอติดตามงานเข้บ้าง ล่าสุดจึงตามมาสัมภาษณ์ที่นิทรรศการ Can You Hear Me? ที่นำทองแกลเลอรี่ ซึ่งเข้ร่วมแสดงในงาน video art ครั้งนี้ด้วย

*อ่านบทสัมภาษณ์เข้ไม่ต้องเร็วมาก เว้นวรรคเพื่อคิดนานๆ หน่อย จะได้ยินน้ำเสียงเข้ชัดขึ้น

ช่วงหลังๆ เห็นแสดงงานนิทรรศการเยอะพอสมควร เราเรียกตัวเองว่าเป็นนักทำหนัง หรือ video artist หรืออะไร
เป็นคำถามที่ดี พูดย้อนไป ตัวเองทำหนังสั้นมา แล้วก็เรียนจบทางด้านภาพยนตร์ แต่ว่าก็มีโอกาสได้เข้ามาสัมผัสกับวงการศิลปะเนี่ย ก็ผ่านการทำงานที่หอศิลป์ (หอศิลปวิทยนิทรรศน์ จุฬาฯ) ซึ่งจริงๆ ใจก็อยากทำอะไรที่อยู่ในวงการศิลปะอยู่แล้วเพราะว่าพอเข้าไปเรียนในสาขาภาพยนตร์จริงๆ เนี่ย เรากลับรู้สึกว่าไอ้สิ่งที่เราคิดว่าน่าจะทำได้ อย่างเช่น ภาพยนตร์ที่มีการเล่าเรื่องแบบมีเส้นเรื่อง ดูแล้วสนุกอะไรเงี้ย คนอื่นสนุกกับเราไปด้วย เออ อย่างนั้นเนี่ย เราทำไม่ได้ แต่สิ่งที่เราสนใจจะเป็นในเชิง visual มากกว่าที่จะเป็นในเรื่องของเทคนิค วิธีการเล่าเรื่อง เพราะงั้นเนี่ย งานที่ออกมามันจะเป็นหนังทดลองมากกว่า

*แก้ไขเพิ่มเติมจากต้นฉบับภาษาอังกฤษที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร Themagazine เมื่อปี 2552 ฉะนั้นตอนนี้พี่กบอายุ 57 แล้ว และลูกชายก็กำลังจะอายุ 31 ในเดือนสิงหาคม

ไม่ว่าจะเป็นขีวิตครอบครัวที่แตกแยก วัยเด็กที่อ้างว้าง โศกนาฏกรรมของคนในครอบครัว การหย่าร้าง และแม้แต่มะเร็ง คุณกบ เมนาท นันทขว้าง ได้ผ่านเหตุการณ์เลวร้ายเหล่านี้มาแล้วทั้งสิ้น วันนี้ดีไซเนอร์แห่งแบรนด์ Soda บอกว่าเธอเข้มแข็งกว่าที่เคย และพร้อมเสมอที่จะเผชิญกับอะไรก็ตามที่จะเข้ามาในชีวิต

ณ โต๊ะเตี้ยๆ ทรงกลมที่ประดับด้วยแก้วหลากสีซึ่งออกแบบโดยศิลปินฝรั่งเศส Niki De Saint Phalle ภายในห้องทำงานซึ่งสว่างไสวไปด้วยหลอดไฟขาวนวลกว่า 30 ดวงบนเพดาน คุณเมนาท (ชื่อเดิม ดวงตา) นันทขว้าง และบรรณาธิการบริหารนิตยสาร Themagazine ของเรา คุณประกิตย์ วรประสิทธิ์ กำลังคุยกันสนุกถึงความหลังที่ทั้งคู่มีร่วมกันมายาวนาน

ในวัย 54 ปี “พี่กบ Soda” ชื่อที่ใครหลายคนในวงการแฟชั่นเรียกกันติดปาก ใช้เวลาส่วนใหญ่ออกแบบเสื้อผ้าและฝึกโยคะอยู่กับบ้าน และถอยห่างจากงานรื่นเริงสังสรรค์ที่เธอเคยชื่นชอบหลังจากพบว่าตัวเองเป็นมะเร็งเต้านมแล้วเข้ารับการรักษาตัวเมื่อหกปีก่อน ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เธอยังยุ่งอยู่กับการสร้างบ้านในฝันที่อยู่ถัดไปหน่อยจากบ้านหลังปัจจุบันที่เรานั่งกันอยู่นี้ให้แล้วเสร็จด้วย

บทสนทนาระหว่างคนสองคนที่ชีวิตเต็มไปด้วยสีสันและไม่ได้พบกันมาสักพักใหญ่ๆ ออกรสชาติและฟังได้ไม่น่าเบื่อ และจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามาในชีวิตของคุณกบซึ่งคุณประกิตย์รู้ดี คุณกบยังพูดติดตลกนิดนึงตอนที่ทราบคอนเซ็ปต์ของบทความชิ้นนี้ที่ว่าด้วยเรื่อง “ชีวิตมนุษย์” ไว้ว่า “ทุกวันนี้พี่ไม่รู้แล้วว่าความทุกข์คืออะไร”

ไม่ว่าชีวิตของคุณกบเองจะเป็นที่รู้จักในวงกว้างหรือไม่ก็ตาม จริงๆ เกือบทุกคนได้รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตดีไซเนอร์แสนเปรี้ยวและซ่าคนนี้มาบ้างแล้วทั้งสิ้น และสำหรับคนที่รู้จักเธอเป็นการส่วนตัว แน่นอนย่อมรู้สึกถึงอารมณ์ประชัดประชันเล็กๆ ที่แฝงอยู่ในประโยคที่เธอพูดเรื่องความทุกข์

เหตุผลที่ทำให้อยากพูดคุยกับพี่อาร์ต อารยา อินทรา อย่างเป็นเรื่องเป็นราว แทนที่จะเป็นแค่เม้าท์อะไรกันเฉยๆ เล็กน้อยตามโอกาสที่จะได้มาเจอกันก็มีอยู่ประมาณ 2-3 ข้อ ข้อหนึ่งเลย วงการแฟชั่นเป็นวงการที่มีเสน่ห์ยวนใจสำหรับเรา เพราะโดยส่วนตัวก็เป็นคนที่ชอบนิตยสารแฟชั่น งานดีไซน์และของสวยๆ งามๆ อยู่แล้ว ฉะนั้น จึงอยากพูดคุยกับผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงที่อยู่ในวงการนี้ ข้อสอง อาจเป็นเหตุผลในแง่เทคนิคเล็กน้อย คืออยากรู้ว่าจริงๆ คนที่มีอาชีพเป็น fashion stylist นั้นต้องทำอะไรยังไงบ้าง (เผื่อว่าถ้าวันนึงคิดอยากเปลี่ยนอาชีพ ก็อยากรู้ว่า “เอ๊ะ ฉันจะทำกับเขาได้บ้างไหม”) ข้อสาม ทับซ้อนกับข้อหนึ่งเล็กน้อย คือเราเองก็อยากประสบความสำเร็จกับสิ่งต่างๆ ที่เราทำอยู่ เลยอยากได้แรงบันดาลใจจากผู้ที่ได้ขึ้นมายืนอยู่บนจุดสูงสุด (และยังไต่ขึ้นต่อไป) ในหน้าที่การงานของตน คนที่สามารถจะให้คำชี้แนะแก่เราได้

การนั่งสัมภาษณ์พี่อาร์ตในเช้าวันหนึ่งที่ CREATIMAGE สตูดิโอถ่ายภาพแถวๆ พระโขนง ออกแนวเป็นการนั่งฟัง lecture เล็กน้อย ซึ่งไม่ได้หมายความว่าน่าเบื่อ ไม่ดี หรืออะไร แต่เป็นเพราะพี่อาร์ตได้เล่าประวัติของอาชีพ stylist ในเมืองไทยให้ฟังด้วย และการตอบคำถามที่พยายามยกตัวอย่างและให้ความรู้ก็สะท้อนมุมมองชีวิตของพี่อาร์ตในตอนนี้ ซึ่งในตอนท้ายๆ ของการพูดคุยกัน พี่อาร์ตก็บอกว่าอยากเป็นครู อยากให้ความรู้แก่เด็กรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจแก่พี่อาร์ตอย่างมาก เพราะการทำงาน stylist ในตอนนี้เริ่มที่จะถึงจุดอิ่มตัวแล้วหลังจากทำงานอย่างหนักมาตลอด 20 กว่าปี

ชีวิตการทำงานด้าน fashion stylist ของพี่อาร์ตเริ่มต้นแบบจับพลัดจับผลู หลังจากที่ชนะที่หนึ่งการประกวด Young Designer ที่จัดโดยนิตยสารเปรียว พี่อาร์ตก็เข้าไปฝึกงานที่นิตยสารในฐานะผู้ช่วยผู้ประสานงานฝ่ายแฟชั่น ซึ่งตำแหน่ง “ผู้ประสานงานฝ่ายแฟชั่น” นี่เองที่ต่อมากลายมาเป็น stylist ได้มี creative input ในงาน โดยพี่อาร์ตกล่าวว่าคนแรกที่ใช้คำว่า stylist น่าจะเป็นพี่อิศร์ อุปอินทร์ ซึ่งเป็น stylist แถวหน้าของเมืองไทย สำหรับประสบการณ์การฝึกงานในตอนนั้น พี่อาร์ตเล่าให้ฟังว่า “พี่ก็ได้เห็นว่า อ๋อ นอกจากการโทรศัพท์นู่นนี่นั่นเนี่ย เรายังมีสิทธิช่วยช่างภาพคิดด้วยว่า พี่ โพสแบบนี้ดีไหม พี่ โพสแบบนั้นดีไหม อุ๊ยพี่ แสงตรงนี้สวยจังเลย อุ้ยพี่ ลองดูตรงนี้ไหม อุ๊ยนู่นนี่นั่น แล้วเราเป็นคนสาระแน เราสาระแนมากๆ เข้าก็เลยกลายเป็นว่า เออ อี่นี่ มึงช่วยกูคิดเลยละกัน

ก้อง ฤทธิ์ดี เป็นนักวิจารณ์ภาพยนตร์แห่ง Bangkok Post เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ผู้อ่านว่าบทความเขียนด้วยสำนวนภาษาที่สละสลวยแบบที่ฝรั่งบางคนยังต้องอายและมีไอเดียอะไรให้คนได้ขบคิด ถึงแม้ก้องจะบอกว่าสิ่งที่ตนทำก็เป็นแค่ “งาน” อย่างนึง ที่ไม่ได้จะต้องให้ “คนทำงาน” กลายมาเป็นบุคคลมีชื่อ ออกสื่อ หรือมีคนมาสัมภาษณ์เสียเอง ทั้งตนยังแอบสงสัยด้วยซ้ำว่าการวิจารณ์หนังนั้นมีความจำเป็นแค่ไหน แต่ “ผลงาน” ที่ก้องทำก็ได้พิสูจน์แล้วว่านอกจากจะสร้างความบันเทิงให้กับผู้ิอ่าน ยังนำมาซึ่งความเคลื่อนไหวในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวกับในวงการภาพยนตร์ไทย นอกจากจะเขียนบทวิจารณ์ให้กับ Bangkok Post ก้องยังเขียนลงสื่อต่างประเทศบางฉบับ เป็น guest lecturer พูดเรื่อง film appreciation ในวาระต่างๆ และเป็นนักทำหนังสารคดี โดยมีผลงานสารดคีเกี่ยวกับชีวิตคนมุสลิมออกมาแล้วสามเรื่องซึ่งทำร่วมกับนักทำหนังอีกท่าน ตอนนี้ก้องก็มีอยู่อีก project นึงซึ่งเจ้าตัวบอกว่ายังไม่แน่ใจว่าจะออกมาเป็นหนังหรือไม่ แต่ก็ตามถ่ายอยู่ ความลับอีกข้อที่ได้รู้มาก็คือ ใจจริงก้องอยากเป็นนักวิจารณ์หนังสือมากกว่า (แต่ในความเป็นจริง จะเป็นอาชีพที่หากินลำบากยิ่ง)

อย่าง Roland Barthes พูดไม่ใช่เหรอว่าทุกคนเป็น expert เมื่อมาถึงเรื่องภาพยนตร์และกีฬา ทุกคนวิจารณ์กีฬาได้หมด บิ๊กจ๊ะอาจจะได้ออกทีวี คนนับถือเพราะว่ารู้เรื่องดี แต่ไปร้านเบียร์การ์เด้นที่ไหน ผับที่ไหน ก็ผมเห็นทุกคนรู้เรื่องกีฬาหมด รู้เท่าบิ๊กจ๊ะ บางคนอาจจะ claim ว่ารู้มากกว่าด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น มันอยู่ที่อะไร อะไรเป็นตัวตัดสิน นึกออกไหมฮะ เพราะงั้น การพิสูจน์ตัวเองมันก็ต้องพิสูจน์เยอะน่ะสมัยนี้ คือไม่ใช่พิสูจน์กับคนอื่นนะสำหรับผม พิสูจน์กับตัวเองว่า เห้ย โอเค เราไม่มีใบประกอบวิชาชีพนี้ แต่ถ้าเราจะทำได้ เราจะอยู่ตรงนี้ได้ เราก็จะต้องสร้างมาตรฐานของตนเองให้มันดี

“ถ้าจะถามผม พี่ก้องเนี่ย เราก็พยายามให้มันอยู่ตรงกลาง ก็คือเราไม่ได้รู้ academic ดีขนาดนั้น เราอ่านหนังสือ เราก็ศึกษาบ้าง แต่เรายังเชื่อว่าสิ่งที่เราเขียนอยู่ คนอ่านควรจะได้รับความเพลิดเพลิน ควรจะสนุก มีกระตุ้นให้คิดนิดหน่อย แต่ว่าสนุกด้วย ตลกด้วย แล้วก็ไม่เบื่อ อ่านในห้องน้ำก็ได้ อ่านตอนอึก็ได้ หรือว่าจะไปอ่าน นั่งในร้านกาแฟ หรือจะไปนอนอ่าน ตั้งใจอ่านที่บ้านก็ได้ อยากให้มันเป็นหลายๆ อย่าง

เมื่อเป็นนักวิจารณ์หนัง ต้องดูหนังบ่อยไหม “มันก็ไม่เยอะขนาดที่คนคิดนะฮะ ก็อาทิตย์นึงก็ 4-5 เรื่องอะไรเงี้ย ก็ไปดูโรงเวลาเขามีรอบ press อันนี้ก็อีกอย่างนึงก็คือ เราก็จะต้อง fill space แปลว่าเราก็จะต้องพูดถึงหนังที่มันฉายอยู่ เพราะอันนี้มันเป็นหน้าที่ หนังที่มันเข้าโรงเราก็ต้องไปดู แต่ไอ้ที่เราสนใจเอง ตามเก็บเองอะไรเงี้ย ก็ดูบ้าง ดูแผ่นที่บ้านบ้าง โหลดบ้างนิดหน่อย แต่ว่าพองานเยอะ ช่วงหลังๆ ก็ดูน้อยลง ช่วง 2-3 ปีหลัง ก็ดูน้อยลง ก็อาศัยว่าถ้าไปเทศกาล ก็จะได้ดูเยอะ”