คนที่สนใจพวกงานเขียน งานแปล พีอาร์ ที่ผมทำ หรือว่าข่าวอะไรที่น่าสนใจในวงการศิลปะ ออกแบบ โฆษณา และอื่นๆ เข้าไปกด Like หน้า Facebook ของผมได้นะครับ Siriwat Yo Pokrajen เพราะในบล็อก Not A Full Baht ตรงนี้จะนิ่งๆ หน่อยครับ ไม่ค่อยมีเวลาออกไปสัมภาษณ์
จะเข้ จุฬญาณนนท์ ศิริผล: “define ตัวเองว่าเป็น filmmaker มากกว่า เพียงแต่ว่าตัวงานมันอาจจะไม่ได้อยู่ในขนบของภาพยนตร์”
In Art on March 1, 2013 at 6:40 pmคนที่ชอบหนังสั้น หนังทดลอง คงจะรู้จักชื่อ จะเข้ จุฬญาณนนท์ ศิริผล กันเป็นอย่างดี เพราะนอกจากผลงานหลายๆ ชิ้นจะได้รับรางวัลจากเวทีต่างๆ เช่น จากเทศกาลภาพยนตร์หนังสั้นที่จัดโดยมูลนิธิหนังไทย และ Young Thai Artist Award ที่จัดโดยมูลนิธิปูนซิเมนต์ไทยแล้ว ผลงานของเข้ยังได้เข้าร่วมฉายในเทศกาลหนังสั้นในอีกหลายประเทศ และช่วงหลังๆ ผลงานยังถูกแสดงในนิทรรศการศิลปะอีกหลายครั้งทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ผมเองรู้จักกับเข้จากการที่ได้ทำงานประชาสัมพันธ์ให้กับหอศิลปวิทยนิทรรศน์ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันหนึ่งเข้แวะมาที่หอศิลป์แล้วถามหาพี่ผู้หญิงที่เคยทำงานอยู่ จำไม่ได้ว่าคุยไงกัน แต่ถามเข้ไปว่าสนใจจะมาทำแทนไหมล่ะ เข้ก็ใจง่ายบอกว่าสน ก็เลยได้เป็นเพื่อนร่วมงานกันมาแต่นั้น จนมารู้ประวัติทีหลังว่า อ๋อ น้องคนนี้นี่เองที่เป็นเจ้าของผลงานหนังสั้นที่เราเห็นในนิทรรศการ ลัก-กะ-ปิด-ลัก-กะ-เปิด ไปถ่ายคุณลุงใครสักคนที่หัวลำโพงทำอะไรสักอย่างอยู่นานสองนาน ไม่เกิดอะไรขึ้นในหนังซะที
ตอนนี้เข้ออกจากหอศิลป์ไปสักพักใหญ่ๆ แล้ว แต่ก็ยังพอติดตามงานเข้บ้าง ล่าสุดจึงตามมาสัมภาษณ์ที่นิทรรศการ Can You Hear Me? ที่นำทองแกลเลอรี่ ซึ่งเข้ร่วมแสดงในงาน video art ครั้งนี้ด้วย
*อ่านบทสัมภาษณ์เข้ไม่ต้องเร็วมาก เว้นวรรคเพื่อคิดนานๆ หน่อย จะได้ยินน้ำเสียงเข้ชัดขึ้น
ช่วงหลังๆ เห็นแสดงงานนิทรรศการเยอะพอสมควร เราเรียกตัวเองว่าเป็นนักทำหนัง หรือ video artist หรืออะไร
เป็นคำถามที่ดี พูดย้อนไป ตัวเองทำหนังสั้นมา แล้วก็เรียนจบทางด้านภาพยนตร์ แต่ว่าก็มีโอกาสได้เข้ามาสัมผัสกับวงการศิลปะเนี่ย ก็ผ่านการทำงานที่หอศิลป์ (หอศิลปวิทยนิทรรศน์ จุฬาฯ) ซึ่งจริงๆ ใจก็อยากทำอะไรที่อยู่ในวงการศิลปะอยู่แล้วเพราะว่าพอเข้าไปเรียนในสาขาภาพยนตร์จริงๆ เนี่ย เรากลับรู้สึกว่าไอ้สิ่งที่เราคิดว่าน่าจะทำได้ อย่างเช่น ภาพยนตร์ที่มีการเล่าเรื่องแบบมีเส้นเรื่อง ดูแล้วสนุกอะไรเงี้ย คนอื่นสนุกกับเราไปด้วย เออ อย่างนั้นเนี่ย เราทำไม่ได้ แต่สิ่งที่เราสนใจจะเป็นในเชิง visual มากกว่าที่จะเป็นในเรื่องของเทคนิค วิธีการเล่าเรื่อง เพราะงั้นเนี่ย งานที่ออกมามันจะเป็นหนังทดลองมากกว่า
กบ เมนาท นันทขว้าง: “ทุกวันนี้พี่ไม่รู้แล้วว่าความทุกข์คืออะไร”
In Inspiration on July 21, 2012 at 12:50 pm
*แก้ไขเพิ่มเติมจากต้นฉบับภาษาอังกฤษที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร Themagazine เมื่อปี 2552 ฉะนั้นตอนนี้พี่กบอายุ 57 แล้ว และลูกชายก็กำลังจะอายุ 31 ในเดือนสิงหาคม
ไม่ว่าจะเป็นขีวิตครอบครัวที่แตกแยก วัยเด็กที่อ้างว้าง โศกนาฏกรรมของคนในครอบครัว การหย่าร้าง และแม้แต่มะเร็ง คุณกบ เมนาท นันทขว้าง ได้ผ่านเหตุการณ์เลวร้ายเหล่านี้มาแล้วทั้งสิ้น วันนี้ดีไซเนอร์แห่งแบรนด์ Soda บอกว่าเธอเข้มแข็งกว่าที่เคย และพร้อมเสมอที่จะเผชิญกับอะไรก็ตามที่จะเข้ามาในชีวิต
ณ โต๊ะเตี้ยๆ ทรงกลมที่ประดับด้วยแก้วหลากสีซึ่งออกแบบโดยศิลปินฝรั่งเศส Niki De Saint Phalle ภายในห้องทำงานซึ่งสว่างไสวไปด้วยหลอดไฟขาวนวลกว่า 30 ดวงบนเพดาน คุณเมนาท (ชื่อเดิม ดวงตา) นันทขว้าง และบรรณาธิการบริหารนิตยสาร Themagazine ของเรา คุณประกิตย์ วรประสิทธิ์ กำลังคุยกันสนุกถึงความหลังที่ทั้งคู่มีร่วมกันมายาวนาน
ในวัย 54 ปี “พี่กบ Soda” ชื่อที่ใครหลายคนในวงการแฟชั่นเรียกกันติดปาก ใช้เวลาส่วนใหญ่ออกแบบเสื้อผ้าและฝึกโยคะอยู่กับบ้าน และถอยห่างจากงานรื่นเริงสังสรรค์ที่เธอเคยชื่นชอบหลังจากพบว่าตัวเองเป็นมะเร็งเต้านมแล้วเข้ารับการรักษาตัวเมื่อหกปีก่อน ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เธอยังยุ่งอยู่กับการสร้างบ้านในฝันที่อยู่ถัดไปหน่อยจากบ้านหลังปัจจุบันที่เรานั่งกันอยู่นี้ให้แล้วเสร็จด้วย
บทสนทนาระหว่างคนสองคนที่ชีวิตเต็มไปด้วยสีสันและไม่ได้พบกันมาสักพักใหญ่ๆ ออกรสชาติและฟังได้ไม่น่าเบื่อ และจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามาในชีวิตของคุณกบซึ่งคุณประกิตย์รู้ดี คุณกบยังพูดติดตลกนิดนึงตอนที่ทราบคอนเซ็ปต์ของบทความชิ้นนี้ที่ว่าด้วยเรื่อง “ชีวิตมนุษย์” ไว้ว่า “ทุกวันนี้พี่ไม่รู้แล้วว่าความทุกข์คืออะไร”
ไม่ว่าชีวิตของคุณกบเองจะเป็นที่รู้จักในวงกว้างหรือไม่ก็ตาม จริงๆ เกือบทุกคนได้รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตดีไซเนอร์แสนเปรี้ยวและซ่าคนนี้มาบ้างแล้วทั้งสิ้น และสำหรับคนที่รู้จักเธอเป็นการส่วนตัว แน่นอนย่อมรู้สึกถึงอารมณ์ประชัดประชันเล็กๆ ที่แฝงอยู่ในประโยคที่เธอพูดเรื่องความทุกข์

